หลักการจัดการสมัยใหม่ คนเป็นผู้จัดการจะต้อง
1. วางยุทธศาสตร์เป็น หมายถึงกำหนดแนวทางในการแข่งขันที่จะทำให้ชนะคู่แข่ง บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำองกรค์ธุรกิจ คนเป็นผู้นำจะต้องนำพาองค์กรท่ตัวเองนำ ให้คิดหาแนวทางเอาชนะคู่แข่งให้ได้ เป็นรัฐบาลก็ต้องหาทางทำให้ประเทศชนะประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งในแต่ละเรื่อง เช่นข้าวต้องเอาชนะเวียดนาม การท่องเที่ยวต้องเอาชนะทุกประเทศในกลุ่ม ASEAN
2. ต้องใช้ทรัพยากรเป็น ไม่ว่าจะเป็น เงิน เวลา ทรัพยากรธรรมชาติ บุคลากร เครื่องมือต่างๆ จะต้องรู้ว่าควรเอาไปใช้ทำอะไรจึงจะเรียกว่าเป็นการใช้ที่คุ้มค่า ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ได้รับผลตอบแทนสูงสุด ถ้ามีสิ่งที่ต้องทำหลายอย่าง ต้องจัดลำดับเป็นว่าจะต้องเอาทรัพยากรที่มีอยู่ไปใช้กับอะไรก่อนหลัง เช่นมีเวลา 4 ปีที่จะทำงานเพื่อชาติ รัฐบาลจะต้องกำหนดวาระแห่งชาติว่าจะใช้เวลาที่มีอยู่ทำอะไรก่อน งบประมาณที่มีอยู่จะนำไปใช้กับนโยบายใดก่อน โครงการใดก่อน ทรัพยากรธรรมชาติที่มีควรจะนำเอาไปใช้อย่างไร จะจัดการอย่างไรให้ได้ประโยชน์แก่คนหมู่มากที่สุด คุ้มที่สุดตามจังหวะเวลา เอาวาระแห่งชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาวาระส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
3. จะต้องสามารถปลูกฝังและสร้างการทำงานเป็นหมู่คณะ (team spirit) ที่จะทำให้คนที่มีภูมิหลังต่างกัน ศึกษามาต่างกัน มีมุมมองที่ต่างกัน สามารถทำงานที่สลับซับซ้อนร่วมกันได้แบบบูรณาการ มุ่งหวังสู่ความสัมฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการทำให้คนที่มีภูมิหลังต่างกัน มาทำงานร่วมกันภายใต้กรอบดังต่อไปนี้
3.1 มีพันธกิจ (mission) เดียวกัน มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน
3.2 มีวิสัยทัศน์เดียวกัน(shared vision) วาดฝันสู่อนาคตที่งดงามในเป็นแบบเดียวกัน
3.3 มีค่านิยมร่วมกัน (shared values) มีหลักยึดที่จะใช้เป็นดาวในการนำทางร่วมกัน
3.4 ทำงานภายใต้นโยบายเดียวกัน (shared policy) หมายถึงมีการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
3.5 ทำงานภายใต้วัฒนธรรมเดียวกัน (shared cultured) หมายถึงมีลีลาการทำงานไปในทำนองเดียวกัน มีครรลองของความเจริญก้าวหน้าร่วมกัน มีแนวทางของการประพฤติปฏบัติภายมต้หลักการและปรัชญาเดียวกัน
ถ้าหากคนเป็นรัฐบาลวางยุทธศาสตร์แห่งชาติเป็น ประเทศไทยก็จะมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งเราต้องได้คณะรัฐมนตรีที่เก่งและดี เพื่อที่จะวางแนวทางการจัดการบิหารประเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุด
รัฐบาลที่ดีจะต้องกำหนดวาระแห่งชาติให้เป็นไปตามการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ว่าทรัพยากรของชาติ ทั้งเงิน คน เครื่องจักร เวลา ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่สมควรเอาไปใช้อย่างไร เอาไปทำอะไรจึงจะได้ประโยชน์แก่คนหมู่มาก ต้องให้ความสำคัญกับวาระแห่งชาติ วาระแห่งประชาชน ไม่ใช่วาระซ่อนเร้นส่วนตัว
ที่สำคัญก็คือการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้นในหมู่คนในประเทศ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งภาครัฐด้วยกัน อันได้แก่ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ ทั้งข้าราชการต่างกระทรวงต่างกรม ทั้งข้าราชการกับเอกชน และทั้งในกลุ่มประชาชนด้วยกัน ที่จะทำให้ความแตกต่างๆม่เป็นสาเหตุแห่งความแตกแยก ไม่เป็นปัญหาต่อการทำงานพัฒนาประเทศ
รัฐบาลใดที่เก่ง ดี ขยัน สร้างสรรค์สามัคคีได้ผู้คนย่อมสรรเสริญและให้ความร่วมมือกับโครงการและนโยบายต่างๆของรัฐบาล เฉกเช่นองค์กรเอกชนที่จะต้องมียุทธศาสตร์ในการแข่งขัน ใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีให้ได้ประโยชน์สูงสุด และกำหนดสิ่งที่จะต้องทำก่อนหลังตามวาระแห่งชาติและประชาขน
ทั้งหมดนี้คือหน้าที่ของผู้นำตามตำราการจัดการ มิได้เจาะจงสั่งสอนใคร ว่าใคร วิจารณ์ใคร เพราะหลักนี้เป็นหลักสากลที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วหลายครั้งหลายครา จนถูกนำมาเป็นทฤษฎี ใครไม่เห็นด้วยก็ไปหาหนังสือ what management is? แล้วดูว่าใครเขียน สำนักพิมพ์ไหนพิมพ์ขาย แล้วก็ไปด่ากันเองก็แล้วกันนะ เราอ่านมาแล้วก็เอามาเล่าให้ฟังและชี้ให้เห็นว่าหลักการนี้เป็นสากลใช้ได้ทั้งองค์กรภาครัฐฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ องค์กรการกุศล โดยจะร้องตระหนักว่า พันธกิจ (mission) ขององค์กรคือสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้แก่ผู้ที่เกีวข้องทุกภาคส่วน (creating values for all stakeholders) ซึ่งหมายถึงการให้ผลประโยชน์ (benefits)แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องให้มากกว่าสิ่งที่เขาจะต้องเสียสละ (sacrifice) ในการเข้ามาข้องแวะผูกพันกับองค์กร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น